Mood: ไม่นอน ไม่ทำงาน
Listening to: -

ช่วงนี้ชีวิตวนเวียนอยู่ในวงการวรรณกรรม ฟังดูเร่ิดหรู แต่จริงๆ แล้วก็คือต้องอ่านหนังสือไปทำงานน่ะแหละค่ะ เพิ่งอ่านนิยายจบไปเล่มนึง แถมเป็นเล่มแรกในรอบสามสี่เดือนด้วยที่อ่านแบบไม่ใช้textที่ใช้ในการเรียน อูยยย พูดแล้วนึกถึงช่วงที่ไม่ต้องอ่านนิยายเพื่อการศึกษา (ฮา)

เรื่องที่เอามาแนะนำวันนี้คือเรื่อง จอมโจรหนังสือ หรือ The Book Thief โดย มาร์คัส ชูชัค ค่ะ


รูปแต๊บมาจากที่นี่ค่ะ

เลือกคำนิยมจากปกหลังที่เราชอบมาสองอันละกันนะคะ

"ชูชัคไม่ได้เคลือบสิ่งใดไว้ด้วยน้ำตาลหวาน แต่ทำให้เรื่องที่มืดหม่นง่ายต่อการยอมรับจากผู้อ่าน นั่นคือเจือด้วยอารมณ์ขัน แม้จะขื่นขมก็ตาม" -- Time Magazine

"จอมโจรหนังสือ ถักทอเรื่องราวอย่างสวยงาม เปี่ยมอารมณ์ ราวกับบทกวี ความเคร่งขรึมและโศกนาฏกรรมพลุ่งพล่านในหัวใจผู้อ่านราวกับภาพยนตร์เรื่องเยี่ยม เหมือสีสันของชีวิต ชูชัคอาจจะไม่ได้ใช้ชีวิตในยุคที่นาซีเรืองอำนาจ การนั้นก็ดี จอมโจรหนังสือสมควรนำไปวางบนชั้นเคียงคู่บันทึกของแอน แฟรงค์ เลยทีเดียว เตรียมขึ้นชั้นหนังสือคลาสสิคได้เลย!" -- USA Today

สองข้อความนี้สรุปคุณค่าของหนังสือเล่มนี้ไว้อย่างครบถ้วนเลยล่ะค่ะ

สำหรับเรื่อง "จอมโจรหนังสือ" นี้เป็นเรื่องในเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ เรื่องราวทั้งหมดเกิดขึ้นรอบตัวเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่กลายมาเป็นจอมโจรหนังสือตั้งแต่เธอยังไม่รู้หนังสือด้วยซ้ำ 

เอาเรื่องนี้ไปแนะนำให้อาจารย์ ท่านยังบอกว่าน่าจะบรรจุเข้าหลักสูตรเป็นหนังสือส่งเสริมการอ่าน ฮา

แต่เรื่องนี้ไม่เพียงนำเสนอคุณค่าของหนังสือ แต่มุมมอง ความยากลำบากของคนเยอรมันในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง โดยเฉพาะคนส่วนน้อยที่ต่อต้านฮิตเลอร์อย่างเงียบๆ ถูกตีแผ่ให้เห็น ความยากจนของคนในสมัยนั้น ความยากลำบากของชาวยิว ชะตากรรมของคนที่ต่อต้านผู้นำ หลายสิ่งหลายอย่างมากมาย ฟังดูไม่เกี่ยวกับหนังสือ แต่ถ้าลีเซล เด็กสาวตัวเอกของเรื่องนี้ ไม่เริ่มขโมยหนังสือล่ะก็ เธอก็จะเป็นเด็กธรรมดาๆ ไร้เสน่ห์แหละค่ะ 

หนังสือเล่มนี้จริงๆ แล้วเป็นหนังสือที่เศร้ามาก มีหลายจุดที่อ่านแล้วแทบจะต้องร้องไห้ แต่น่าแปลกที่เรากลับร้องไม่ออกน่ะค่ะ (ปกติเป็นคนที่ถ้าอินแล้ว อารมณ์มันพาไปไหนก็ไปตามเค้าหมด) จากการใช้เทคนิคในการบรรยายทำให้เกิดช่องว่างระหว่างเรากับเหตุการณ์นั้น ทำให้เรารู้สึกเศร้ากับเหตุการณ์ในเรื่อง แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนนอกไปด้วย เป็นเทคนิคที่สุดยอดมากๆ เลยล่ะค่ะ

เราชอบอารมณ์ขันของผู้บรรยายของเรื่องนี้นะคะ ผู้แต่งฉลาดมากที่เลือกผู้บรรยายเป็นแบบรู้ทุกอย่าง และการที่ผู้บรรยายรู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว บวกกับความตรงไปตรงมาและอารมณ์ขันแบบร้ายลึก ทำให้เขากล้าที่จะบอกกระทั่งตอนจบของเรื่อง! แต่เขาไม่ได้บอกทุกอย่าง เขาบอกสิ่งที่เรารู้บางส่วน แต่ขณะเดียวกันก็สร้างปมเล็กๆ ไว้ ถ้าไม่ใช่ผู้บรรยายที่แสนจะตลกร้ายคนนี้ เรื่องนี้คงขาดสีสันไปเยอะเลยล่ะค่ะ

นอกจากผู้บรรยายที่ทำให้เราหลงใหล (ต้องใช้คำนี้เลยล่ะค่ะ...ก็แหม...เขาออกจะน่าหลงใหลขนาดนั้น) เรื่องนี้มีการตีความคุณค่าของหนังสือไปมากกว่าสิ่งพิมพ์ที่มีคุณค่าทางวิชาการหรือทางวรรณกรรม เป็นการมองหนังสือในแง่คุณค่าทางจิตใจมากกว่า หนังสือบางเล่มอาจจะทำขึ้นมาอย่างง่ายๆ แต่ถ้าผู้เขียนตั้งใจถ่ายทอดความคิดออกมา หนังสือเล่มนั้นอาจจะมีคุณค่ายิ่งกว่าหนังสือเล่มใดๆ ที่กล่าวอ้างตัวว่ามีคุณค่าก็เป็นได้

แนะนำให้อ่านเรื่องนี้ และรักหนังสือมากขึ้นกว่าเดิมค่ะ

 

xoxo
คนที่หวังว่าจะเล่าเรื่องได้เก่งพอๆ กับผู้บรรยายในหนังสือที่กล่าวถึง

 

ปล. ถ้าอ่าน Dorian Gray จบจะเอามาแนะนำอีกรอบค่ะ เรื่องนี้แค่สามบทแรกก็แซ่บแล้ว (สำหรับสาววายโดยเฉพาะค่ะ!)

 

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

เดี๋ยวจะลองหาอ่านดูนะคะ big smile big smile

#1 By *~ happyah ~* on 2009-09-08 03:25

    follow me on Twitter