อ่านGraveyard bookจบแล้วล่ะค่า แฮ่~

ประทับใจมากๆ ในแง่ที่ว่า...ไซลาสออกน้อยเรือล่ม...

เอาค่ะขอพูดถึงหนังสือเล่มนี้ซักหน่อยละกัน (แม้ว่าจะช้าไปหน่อยก็เถอะ)

เรื่องย่อ

บ็อด หรือ โนบอดี้ โอเวนส์ เด็กชายผู้ได้รับเอกสิทธิ์แห่งสุสาน เขาเรียกสุสานว่าบ้าน และมีเหล่าวิญญาณเป็นครอบครัว ผู้ปกครองของเขาไม่ได้เป็นคนของโลกแห่งคนเป็นหรือคนตาย เด็กธรรมดาต้องไปโรงเรียน แต่บ็อดหัดอ่านหนังสือจากป้ายหลุมศพ เด็กธรรมดาออกไปวิ่งเล่นข้างนอกกับเพื่อน แต่เหล่าวิญญาณบอกให้บ็อดอยู่แต่ในสุสาน ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะว่าโลกแห่งคนตายปลอดภัยกว่าน่ะสิ

ข้างบนนั่นเป็นเรื่องย่อที่แต๊บมาจากปกหลังค่ะ

สำหรับเรื่องนี้ เกแมน ผู้เขียนบอกว่าได้ที่ตั้งชื่อเรื่องว่า Graveyard book เพราะตัวเอกเป็นคนเป็นที่ถูกคนตายเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ เหมือนกับเมาคลีที่ถูกหมาป่าเลี้ยงมา (ชื่อภาษาอังกฤษของเมาคลี คือ Jungle Book ค่ะ) 

ด้วยการที่ว่าผู้เขียนเขาเขียนแบ่งเป็นตอนๆ แต่ละตอนก็เว้นช่วงห่างกันเป็นปี เพื่อให้บ็อดโตทันตอนจบเล่ม ทำให้บางทีเรื่องมันไม่ประติดประต่อเท่าไหร่ ยกเว้นช่วงครึ่งหลังที่เรื่องราวเริ่มกระชับมากขึ้น ว่าง่ายๆ ในช่วงครึ่งแรกเป็นเหมือนการปูเรื่องให้เรารู้ว่าบ็อดเติบโตมายังไง และเน้นการแสดงให้เห็นว่าเขาต่างจากเด็กธรรมดาคนอื่นๆ แค่ไหน ไม่ใช่แค่เขาอยู่ในสุสาน มีพ่อแม่เป็นวิญญาณ และมีผู้ปกครองเป็นสิ่งมีชีวิตระบุสปีชีย์ไม่ได้ แต่พอออกนอกสุสานแล้วเขาจะเข้ากับคนเป็นทุกคนได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่เลย เขาไม่เคยได้ออกจากสุสานเลยในช่วงชีวิตของเขา คนเป็นเพียงคนเดียวที่รู้ถึงการมีตัวตนของเขาก็คิดว่าเขาเป็นแค่เพื่อนในจินตนาการ ดังนั้น เขาจึงไม่เข้าใจคนเป็นที่ซับซ้อนกว่าคนตาย

ส่วนในช่วงครึ่งหลังนั้น เหมือนกับบ็อดต้องเข้าสู่พิธีการเปลี่ยนผ่าน (Rite of Passage) โดยครั้งแรกที่เขาขอออกไปโลกนอกสุสาน (อย่างได้รับอนุญาติจากผู้ปกครอง) คือ ตอนท่ีเขาไปโรงเรียน ตรงนี้เหมือนกับเด็กทั่วไป ที่เริ่มเป็นผู้ใหญ่เมื่อเข้าโรงเรียน แต่สุดท้าย บ็อดก็กลับมาอยู่ในสุสานเหมือนเดิม ด้วยเหตุผลที่ว่า เขาแตกต่างจากคนทั่วไป

จากนี้ไปมีการเฉลยเนื้อเรื่องบางส่วนค่ะ
 

และการกลับมาของคนเป็นเพียงคนเดียวที่เคยรู้จักกับบ็อดทำให้ตัวเขาเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นไปอีก ในช่วงนี้เขาเป็นวัยรุ่น และพร้อมที่จะออกไปโลกภายนอกตลอดเวลา เพียงแต่เขาไม่งอแงที่จะออกไปๆ เหมือนตอนเด็กอีกแล้ว เขารู้ว่าข้างนอกน่ากลัวและอันตรายสำหรับเขา แม้จะอยากออกไป แต่เขาก็ยังไม่พร้อม อีกทั้งเขาคิดว่าเขายังต้องพึ่งพิงผู้ปกครองของเขาอยู่

แต่ในความเป็นจริงแล้ว ความรู้จากเหล่าผู้อาศัยในสุสานและผู้คนเหล่านั้นต่างหากที่ช่วยเหลือบ็อดให้พ้นจากอันตราย เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ต้องการการปกป้องจากไซลาส แต่เขาสามารถป้องกันตัวเองได้ ดังนั้น หลังจากที่เอาชนะชายชื่อแจ็ค ศัตรูชั่วชีวิตของเขาได้ เขาจึงเติบโตและออกจากสุสาน

การเติบโตของบ็อด เป็นเหมือนการได้รับสิ่งหนึ่งโดยแลกกับสิ่งหนึ่ง บ็อดได้รับอิสระที่จะได้ออกไปเดินทางดูโลกภายนอก ทำอะไรหลายๆ อย่างที่เขาอยากทำ แต่เขาสูญเสียเอกสิทธิ์แห่งสุสานและโอกาสที่จะได้พบเห็นผู้คนที่เลี้ยงดูเขามาตลอดกาล ตรงนี้เกแมนทำได้อย่างแยบยลในการสื่อถึงการเติบโตของคนคนหนึ่ง เหมือนกับเราๆ เมื่อเราเติบโต เราก็จะไปทำในส่ิงที่เราอยากทำและห่างบ้านไป โอกาสที่จะได้เจอพ่อแม่ก็น้อยลง

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสการ์เล็ตต์ เพื่อนคนเป็นของบ็อดแล้ว การเติบโตของบ็อดก็สื่อความหมายอีกอย่างหนึ่งได้เหมือนกัน นั่นคือ การสูญเสียจินตนาการ

สการ์เล็ตต์คิดว่าบ็อดเป็นแค่เพื่อนในจินตนาการเสมอมา เธอจึงลืมเขาเมื่อเธอโตขึ้น (จริงๆ บ็อดเองก็ลืมสการ์เล็ตต์ จะตีความว่า เพื่อนคนเป็นคนนี้เป็นราวกับเพื่อนในจินตนาการของบ็อดก็ได้) ในขณะที่บ็อดโตขึ้น เขาไม่สามารถมองเห็นคนตายได้ ไม่สามารถหายตัว หรือคลื่นตัวผ่านกำแพงได้ ราวกับว่าเขาได้สูญเสียจินตนาการในวัยเด็กไป และมองทุกสิ่งอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น แต่กระนั้น การสูญเสียจินตนาการของบ็อดจึงน่าเศร้ากว่าสการ์เล็ตต์ เพราะเขาจำได้ เขาเป็นเหมือนเด็กน้อยมาตลอดชีวิตจนกระทั่งเขาพิสูจน์ตัวเองด้วยการโค่นชายชื่อแจ็ค และ บูม! เขากลายเป็นผู้ใหญ่ (ตามเวลาในเรื่องใช้เวลาเป็นปี แต่อย่างไรเสีย จู่ๆ บ็อดก็สูญเสียเอกสิทธิ์ไป)

ถ้ากลับไปมองชื่อเอนทรี่แล้ว จะเห็นเรากำกับภาษาไทยไว้ว่า "รักลูกให้ถูกทาง" ซึ่งเกี่ยวโยงกับการเติบโตของบ็อดนี่แหละค่ะ เรื่องนี้มองดีๆ จะเหมือนคู่มือเลี้ยงลูก คือ เราจะทำยังไงให้เด็กคนหนึ่งเติบโตขึ้นมาปลอดภัย และอยู่ในโลกใบนี้ได้

ตอนที่ชอบ

ด้วยความที่เขาแบ่งเป็นตอนๆ เราเลยขอเม้าท์ถึงตอนที่ชอบนิดนึงค่ะ นั่นคือตอน ระบำมรณะ และ โนบอดี้ โอเวนส์ไปโรงเรียน โดยทั้งสองตอนนี้เป็นตอนที่แสดงให้เห็นถึงสถานะที่อยู่ระหว่างคนเป็นกับคนตายของบ็อด

ในตอนระบำมรณะนั้น บ็อดถูกพูดถึงในฐานะที่เขาเป็นคนเป็นมากกว่าคนตาย ซึ่งเป็นครั้งแรกของเล่มทีเดียวที่บ็อดถูกพูดถึงในลักษณะนี้ (แม้ก่อนหน้านี้จะย้ำนักย้ำหนาว่าบ็อดคือลูกคนเป็น แต่เราก็ยังรู้สึกว่าบ็อดอยู่ในโลกของคนตาย) และยิ่งไปกว่านั้น เกแมนได้เปรียบเทียบบ็อดที่อยู่ระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนกับไซลาสที่ไม่อยู่ระหว่างทั้งสองโลก ซึ่งในตอนท้ายที่บ็อดนำเรื่องการเต้นรำไปพูดกับไซลาสนั้น เศร้ามากๆ เลยล่ะค่ะ

แต่ในส่วนของโนบอดี้ โอเวน์ไปโรงเรียนนั้น ฐานะของบ็อดเป็นเหมือนผีเฮี้ยนที่สิงในโรงเรียนมากกว่าค่ะ (ฮา)

ซึ่งถ้าอ่านสองบทนี้ต่อกัน (โดยไม่อ่านบทตัดฉาก) จะรู้สึกได้เลยว่า การที่บ็อดอยู่ระหว่างสองโลกนั้น ทำให้เขาไม่เป็นส่วนหนึ่งของที่ไหนเลย

จบการสปอยล์

เราว่า เรามารีวิวเรื่องนี้ช้าไปมาก คนคงอ่านจบไปนานแล้ว หนังสือเล่มนี้สมควรแล้วล่ะค่ะที่จะได้รางวัล รีวิวแบบรวมยังได้ธีมมาโน่นนี่นั่น ถ้ารีวิวรายบทคงยาวไปเยอะ

เอาเป็นว่า ใครยังไม่ได้อ่านหรือกำลังลังเลว่าจะซื้อดีมั๊ย เชียร์เล่มนี้เลยค่ะ

จริงๆ เอามาอ่านเอาความฮ็อตของไซลาสก็คุ้มค่าถมเถือดดด

xoxo
fenue